งานราชการ รัฐวิสาหกิจ เปิดสอบ แนวข้อสอบ actboard.129jump.com

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก


ค้นหา


ดู: 3205|ตอบกลับ: 2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ (ชุดที่ 3)

[คัดลอกลิงก์]

330

กระทู้

2185

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2550
6 n/ @1 z2 P) c6 Q8 B' mการที่จำเลยใช้ไม้ตีแล้วกอดปล้ำผู้เสีย ) P# N+ K+ d1 F# r3 X: Nหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแต่งเครื่องแบบตำรวจออกตรวจท้องที่% Q3 L4 x& S! o0 X9 a ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัด! Q9 b6 P5 V8 j) | ไม่ว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวจะมีมูลเหตุมาโดยประการใด/ @6 \; X' j; z1 P6 a- E5 n8 \& \6 J ก็เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตำรวจผู้กระทำการ8 N- b+ X% v9 e+ D8 c- A% _" U) C; e ตามหน้าที่3 D2 o! W; M. O# c7 ^6 M+ F เพราะการที่ผู้เสียหายกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัด 0 e- m! G- f( S8 N: U% Bเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย3 V1 s6 S0 I* }7 B) Z การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการ ( v! H. }" l, N7 }5 ~ตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 296
& F( T* d% B" U L* q$ N' K
# d# g! J( r; |2 R& ^+ v& Z คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2550
4 _7 F8 N: m! Z1 t" c' Y* m* | i เจ้า 4 U/ a' F# F+ aพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีก่อนกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน2 r( E# m3 W* n. v4 {# ^2 v แต่ที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน / F3 C0 ?. s q* Dการที่จำเลยมิได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับในคดีก่อนไว้คนละคราวกัน' ^8 ~; G$ I$ H" @6 h* A จึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว 5 A4 T- S2 x4 U! fเมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับ6 q) G- W% _" z2 z, y1 g' k& x+ D9 w ของโจรแล้ว w. f9 Z, d% Q5 V6 f/ ]สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้จึงระงับ - h2 r$ }5 I; E1 U" Iไปตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
4 a3 G/ E; n. a5 S/ P3 V
; i+ h8 s( ] U8 k/ u' S+ uคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2550
; a8 M1 e" A0 K8 X- L2 N# c: x บ. พบกองไม้กระยาเลย อันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้าน ว. และ ว. ; `% P! m- Q$ a; xรับว่ามีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง % ~3 ]! L- j$ J( `1 O% _- @5 d" p$ [การกระทำของ ว.. L5 R% [4 \# {% ~% G5 P ไม่ใช่ความซึ่งหน้าไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวล5 F, Z1 A2 L5 p( e5 s. T กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ& H8 y, X' d9 R) N อาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) บ. จึงไม่มีอำนาจที่จะจับ ว. / l# o" E$ C/ k* ?# {: Vโดยไม่มีหมายจับ การที่ ว. ตาม บ.3 @/ j" z2 q7 w7 l มาที่หน่วยคุ้มครองป่าจึงไม่ใช่เป็นการถูกจับตัวมา 9 i' ? W2 b2 Z- rแม้ต่อมาจำเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่าและรับ ว. ; z/ y3 ^& b. m: Aขึ้นรถยนต์ของจำเลยขับออกไป บ." a$ P/ Z! I# D9 b$ T ติดตามจำเลยไปจนทันและเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างจำเลยและ บ. 3 T Y1 t$ @+ O5 ^. |; Fก็ยังไม่เป็นการต่อสู้หรือขัดขวาง บ. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน
+ T* v% E8 |$ o6 s
$ _4 F: N) J3 x0 ~0 m$ j5 G2 y; }5 E7 M คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6104/2550
8 E: I- G- ]+ T( y$ {5 T6 J โจทก์ บรรยายฟ้องว่า ในการวิ่งราวทรัพย์" Y7 U1 E% p7 p% R จำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การ4 ~' {" `, k, j2 }+ I กระทำความผิดและพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม 7 J- Q4 N( B3 K+ _$ ?2 G+ hอันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ2 |0 @% \- {/ e6 L' T แต่บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการ6 g6 V* A0 {9 u กระทำความผิดด้วยไม่* h& q" n4 n' @+ `! ? L' T การที่จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความ3 Y- p8 D3 `' N3 T+ P/ C2 _! k7 ? ผิดและพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม 4 b6 [$ z T; k' ^$ Eก็มิได้หมายความว่าจำเลยกับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือ $ I* q8 `$ u" o6 \# Dหรือส่วนหนึ่งในการวิ่งราวทรัพย์2 R2 P- v5 I. V; V$ U รถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยกับพวกได้ใช้ในการกระทำความ 7 ^ ]3 d) I, Q, T2 x/ cผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยตรง และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอำนาจสั่งริบตาม : A+ o" H' ?! z$ fป.อ. มาตรา 33 (1)
; P# _9 [9 s( P/ g$ v9 r4 d/ M l# U7 w
3 b3 j- d6 M4 O7 g f/ kคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5855/2550
& @ c- ?$ ~5 h' Kคำว่า "ผู้เสียหาย"* p+ g! G4 F# L7 v) l ในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกลักไป3 W# ^1 z# p6 q$ U3 T# s บุคคลที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกลักไปก็เป็นผู้เสียหายได้. w/ d8 A q% p6 ?" Y คดีนี้ได้ความว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันลัก + w; d9 z6 O# |% Gอาหารสัตว์ส่วนหนึ่งในระหว่างทางที่โจทก์ร่วมขนส่งเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัท6 N$ y2 f7 G( y/ ^* E8 o ซ. ผู้ซื้อ ระหว่างการขนส่งอาหารสัตว์ที่บรรทุกในรถยนต์คันเกิดเหตุ 0 B( e; b7 J1 B( e) J/ P( aอาหารสัตว์เหล่านั้นจึงยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม; A* D* V ~5 j% r โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองเนื่องจากโจทก์, g Z6 t# J4 M& R: e1 l ร่วมมีหน้าที่จำต้องส่งมอบอาหารสัตว์ให้ครบจำนวนแก่บริษัท ซ. ผู้ซื้อ . m+ J- R2 z/ M3 ?) k5 mโจทก์ร่วมจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในเหตุคดีนี้อยู่ด้วย * O3 C% Q8 }, |0 U" L# r" Gไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมตกลงขายได้โอนไปยังบริษัท ซ. $ n, v |0 ^1 M2 m9 N+ xเพราะมีการชั่งน้ำหนักอันเป็นการบ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง1 y. m; n& a) _! x* v, F0 Y ตั้งแต่ต้นทางการขนส่งโดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 460 วรรคแรก . { Y8 A( x7 z$ [9 Gแล้วหรือไม่ก็ตาม $ D0 Z2 Z m: J7 T, s/ Nโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเข้าดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้โดยชอบ$ Z( E. D% u& F( ^) m' T แม้ขณะเกิดเหตุหากกรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ดังกล่าวได้โอนไปยังบริษัท ซ., u$ L1 S' Z$ U/ Q. L8 G. j* C- D เสียก่อนแล้วโดยผลของกฎหมายอันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่าจำเลย- H( E: v8 n, n9 D1 c ทั้งสองลักทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซ. $ y6 q' W' u! ?# H0 Oขณะอยู่ในความครอบครองโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองซึ่งแตกต่าง ' m# U, U7 S/ A0 Mกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้องซึ่งบรรยายว่า3 a# J3 ~/ ^0 m5 X( h1 n& K( s จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม $ O+ {, P' g' i$ P& J$ {กรณีก็เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยทั้งสองมิได้หลงข้อต่อสู้ * N8 O+ z, g$ V" }/ D( a* c3 dศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง" }* b9 n9 X) y ประกอบด้วยมาตรา 83 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้
* d1 i: b, J( T) S+ ~) _
8 r6 z9 W, T! m4 Qคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2550
# L' }% z# ~- H โจทก์* W+ w- _, f q4 t. v$ e( T ร่วมกับจำเลยทำบันทึกกันไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานซึ่งมีข้อ- m: T# m$ W3 e# P9 l/ t ความว่า ' D- u1 b3 R- A6 K) o( g. Rคู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ( [" S/ q) Y7 I$ Z6 lต่อกัน $ E s" ~' l) bโดยจำเลยได้ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือที่ถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน5 F, `" j- ^4 M2 ?7 [6 ^ 7,000 บาท จะนำเงินมาจ่ายให้หมดในวันที่ 1 ตุลาคม 2544- ?% `5 V8 `# E c: _ แล้วลงชื่อโจทก์ร่วมและจำเลย เช่นนี้ : T- _4 @. M3 z: Nจึงเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย 4 M8 Z9 c9 t- c/ V' p, N' R6 k ]เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358, 359/ e( ^% J( k+ |, G s& P; F เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม " N. ~, ?. R2 e: k9 Wป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) 8 S- m; L: b$ ~ Kแม้ต่อมาจำเลยจะไม่ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ7 ^0 K* s/ G' D+ ~& H. V โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อ: ~6 l4 y, t# g5 N. \ หาทำให้เสียทรัพย์ หลังจากมีการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้0 ^ h E: U: e$ F, X0 ?; J คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น
9 J0 x( M& a `% Y% q+ d/ a
% m' m$ {; R$ R: h3 |7 Hคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2550
) y5 @5 }& Y5 C& b0 cส. พยานโจทก์เบิกความว่า พยานพบกับผู้เสียหาย' D- N* I2 g6 G5 ~% [. Y& {/ [& E ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยลักสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายไป ) y$ F7 }; u- T( C, Y$ g8 Hขอให้พยานช่วยทวงคืนให้พยานไปหาจำเลยและสอบถาม: W$ P5 F* G6 k& e: X' i' _' H, c จำเลยรับว่าได้นำสิ่งของของผู้เสียหายไปจำนำไว้3 `% E7 t) X; l9 | เช้าวันรุ่งขึ้นพยานสอบถามจำเลยอีก จำเลยบอกว่าตั๋วจำนำอยู่ที่เพื่อน) `: L8 Z. X4 O2 Q# H( D" z, r ประกอบกับ ช. และ น. พยานโจทก์อีกสองปากเบิกความตรงกันว่า 0 k) a; Q/ b) kตอนเช้าวันที่ผู้เสียหายทราบว่าทรัพย์ของตนถูกลักไป ) g, G7 J- G. I. I5 `$ F9 [ I1 nจำเลยนำสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายมาให้พยานทั้งสองดู" j5 x5 M, M, r และบอกว่าเก็บได้จากห้องน้ำหลังบ้าน , a' u/ v4 B9 j5 F d3 |' R2 O& `พยานทั้งสองเป็นญาติสนิทกับผู้เสียหายและจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน 6 D& A: k& G& T; P' j4 L" U7 a5 O' Aกับทั้งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้ง + S, _1 Y% d! a( z6 z& G) q1 Mปรักปรำจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย 7 n. i$ |' B: R0 H; }% d6 ]นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ ง. และ ว.' f7 L; @2 y7 S& W. o5 t พยานอีกสองปากที่เบิกความว่าจำเลยเคยเล่าให้ฟังว่าเก็บสร้อยคอและพระเลี่ยม# d' h. C4 d% H; ~: C. l8 R ทองของผู้เสียหายได้ แต่ยังไม่คืนให้เพราะจะแกล้งผู้เสียหาย * \' ]- J9 G6 p6 t' p( g* Rหากจำเลยไม่ได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป จำเลยก็น่าจะปฏิเสธกับ ส.1 [/ Y) _# x" s1 h* ~/ p% c ตั้งแต่แรก แต่จำเลยกลับรับว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ # m* M7 l! b3 M; Kแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย 9 l% [1 Q( a% s$ W( f: h' Wมีเพียงแต่พยานแวดล้อม แต่พยานโจทก์ทุกปากเบิกความไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัย( L' i) s4 j2 r: {3 ]* h- B ทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ 2 L' W( c; t! d) @6 \6 _ @ที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนล่าช้าก็คงเป็นเพราะผู้เสียหายเป็น+ n% [. q4 A, c$ U* @+ H1 | ญาติสนิทกับจำเลย( f1 y3 U8 z0 R/ d( x7 `6 } ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยหากได้ทรัพย์ที่ถูกลักไปคืน- x$ z3 l) \% o' b หาเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่* q3 K$ k! S- U ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลักทรัพย์ผู้เสียหายตามฟ้อง
" N4 w$ q. A' @+ y L
* s. C) m' ~4 ?8 s: \/ o$ cคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2550
" X& P- I+ f* v5 o% b" a3 ^) C จำเลย ที่ 1 และที่ 4 เข้าไปชกต่อย น. บริเวณแคร่หน้าบ้านของ ล. / F: D& c+ g# K" `: Dผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดาของ น. จำเลยที่ 2 และที่ 3 4 Z. ~& ?% i. i* j' `; Bซึ่งมีอาวุธมีดเข้าไปช่วยจำเลยที่ 1 และที่ 4 น.- f6 I! x* I5 L วิ่งเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่วิ่งตามเข้าไปโดยมีเจตนาทำร้าย; Z1 K/ b" Y3 t. r น. แม้เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสี่ทำร้าย น. มาก่อน2 g: t! x' @0 J( n# q; u6 j แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยทั้งสี่ออกจากบ้าน * h- Z. p5 }, ?. s Sจำเลยทั้งสี่ก็ออกจากบ้านทันที 5 i( N, U: y9 n5 g8 ]# ^* cจะถือว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขยัง , \4 y% ], |. D5 @8 d+ i9 E2 wไม่ได้ แต่ถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร / t3 N- T! P& z* ]" U, Sโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ( s" }. p. h; ?( a* E# @0 `และโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป7 i* V, T W/ D; J6 N7 G4 S; j X จึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และมาตรา 365 (1) (2)
; i& ^* U A4 g' q/ b( e
; R& o8 k5 l3 b. u( | Uคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2550
$ L& F- \ P G- H3 u5 s โจทก์5 S0 E1 O$ \; f; z" Z% a1 T ร่วมกับจำเลยทำสัญญาจำนำข้าวระหว่างกันโดยโจทก์ร่วมยอมให้ข้าวอยู่ในความ - S* N3 P$ S9 d0 `! Jครอบครองของจำเลย2 ~6 y) a. ^9 B; G: z ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมอบข้าวไว้เป็นประกันการชำระหนี้ตามความหมายในประมวล! `( {% h4 \% R! ^ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะจำนำ ' ^, M/ x) K. l7 G2 I3 F7 `เมื่อไม่มีการจำนำจึงขาดองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดข้อหาโกงเจ้าหนี้ตาม1 k5 v [1 {- d, O ป.อ. มาตรา 349
+ s& d/ k5 L& f$ s* b) wโจทก์ร่วมเช่าโกดังเก็บข้าวซึ่งเป็นโกดังที่จำเลยใช้" ]% ?: {- Q, }& U ประกอบกิจการโรงสีของจำเลย3 a4 c: k, z8 T เมื่อทำสัญญาเช่าแล้วจำเลยเป็นผู้ถือกุญแจโกดังเพียงฝ่ายเดียว 9 l W7 z% o8 L- m' ? p* Y1 [จำเลยเป็นผู้ครอบครองโกดังอยู่เช่นเดิม * R3 @2 M$ M2 a1 L2 l+ z8 iสัญญาเช่าที่ทำไว้มีค่าเช่าเพียงปีละ 100 บาท นับว่าน้อยมาก ' h6 T1 P( u( a4 G( ^ vจึงเป็นการทำสัญญาเช่าเป็นแบบพิธีเท่านั้น" t9 `: E2 N9 i0 h: k2 k! T คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการเช่าตามกฎหมายอย่างแท้จริง . l5 @* x0 P- Z! x+ B8 d4 i8 f) ?กรณีถือว่าจำเลยยังเป็นผู้ครอบครองโกดังที่เช่าอยู่ตลอดเวลา 4 H$ l# K2 g* G/ C7 Y Nจำเลยจึงไม่อาจรบกวนการครอบครองของตนเองได้ ไม่มีความผิดฐานบุกรุก
# b5 X: } u1 J, u7 _* T+ b
f% D5 H" K1 `$ r3 L) Tคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2551
% z, u0 N& s' v; r3 J' Bการ ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 6 n- j# K! U3 `# l% P3 ที่ปั๊มน้ำมันแต่ไม่ถูกผู้ใด เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3: d* R% T9 p6 z* M$ l# ] หลบหนีจำเลยทั้งสามติดตามไปไล่ยิงผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 36 r' Z: D* A- c5 ^ จนถึงหน้าโรงแรม อันเป็นการส่อให้เห็นเจตนามุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 8 X3 U% S) E4 K1 ถึงที่ 3 ให้ได้6 l0 w+ x* T" B- u* r2 g8 K ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากที่เกิดเหตุจุดแรกไปยังที่เกิดเหตุจุด) o) }0 a- Y( f+ W* O ที่สอง เมื่อกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2( C6 o$ s+ J# T4 u7 V% ] ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย7 X( g: M5 C0 B จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงหนึ่ง7 j$ }; E( _0 F2 d0 j หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามยังย้อนกลับไปยิงพวกของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 & j/ z+ S% s+ O8 ]6 Q* p7 Wที่โรงแรมอีกจนกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 4 6 ~3 r" D- P5 S) Kได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตาย : B( e5 W! Q' mจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 4 w3 Z f. b$ l/ a3 L- Z2 p+ T โดยพลาดอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิด 2 กระทง
9 \" v5 }! {/ |3 E
8 _( r& g. y! K8 C3 t6 d5 _คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2551
2 w$ F$ i4 t i; Qจำเลย เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา& D* F5 B% @. z3 @. s ได้พบเห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา ' J0 S0 S2 c1 }- W/ R9 T% }0 O; E. a9 Rจำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิด/ z; w P9 n0 k แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน 1,500 บาท จาก ส. % W$ O" r3 k: s+ Iเพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา & b: \, o4 |7 k" D: f149
! W7 @+ Y3 f) x' k
( n& m' _* w! U$ ]2 g คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2551
* y7 b8 O" e# I" B& L% m2 ] การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ & B) P" t& ^3 C3 E3 ที่ปั๊มน้ำมันแต่ไม่ถูกผู้ใด เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ( h" B/ w g0 \7 j& U. Y7 [หลบหนีจำเลยทั้งสามติดตามไปไล่ยิงผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 - i% r* v2 M& Dจนถึงหน้าโรงแรม อันเป็นการส่อให้เห็นเจตนามุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้เสียหายที่" p1 b' c( ^5 Z/ u 1 ถึงที่ 3 ให้ได้ ) B o5 ^6 _9 ?ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากที่เกิดเหตุจุดแรกไปยังที่เกิดเหตุจุด 8 b2 D2 ]) D W$ e! s3 I& Q+ M1 kที่สอง เมื่อกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ! C7 O' |% p+ Z6 e$ X! Y1 Lได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย / S8 U7 M& ~+ k6 d3 v/ Rจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงหนึ่ง% |; k7 {8 E3 w* A9 u- o หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามยังย้อนกลับไปยิงพวกของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3* [8 p+ ?/ ~, L+ F% H; J6 A ที่โรงแรมอีกจนกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 4 ! m5 i7 _- d) Z) C0 G/ N& A" }ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตาย # h% m g, D9 O; a& Z) W. e8 qจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 4 F1 \3 A! o7 U( p( r cโดยพลาดอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิด 2 กระทง

330

กระทู้

2185

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 04:35:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2548
' U* B7 ~6 W! ]5 s0 z2 { การกระทำความผิดของจำเลยที่ 29 G' `# V! x3 P7 V" C, G z ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสาร8 d& Y7 ~6 x# Z/ f+ p7 ? C ราชการดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรม ซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน 3 Z; A; I0 Y, V s+ K. k8 `- Oพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต- D9 B* I/ |0 U( m2 B ซึ่งเป็นท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธี 1 [( _* y" _% H- }% d1 pพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) , h1 I: I6 K6 s3 E/ n6 dมิใช่ปัญหาที่ต้องพิจารณาในเรื่องเป็นความผิดต่อเนื่องหรือความผิดที่กระทำ / P/ u2 n7 F7 [ลงในหลายท้องที่ตามมาตรา 19 (2) (3)
; S# b- N1 W! K" S, C( h, b ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจด2 z) Z9 \; W, F$ r6 x ข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าว . I. \6 k. l' B% m1 Gในชั้นต้นพนักงานสอบสวนยังมิได้แจ้งข้อหาให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ ) U, R- u3 B0 U8 }: cและมิได้ดำเนินคดีในข้อหานี้ # G& }0 J7 } @- O5 xเมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการแก่จำเลยที่ 2 . T2 H+ M4 f& R' R7 m' y' Oในข้อหานี้ " a% G) H6 j, a% |ย่อมถือได้ว่าอัยการจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลยที่* R) O' n2 k, r; m 2 การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีความเห็นเกี่ยวกับข้อหานี้ / o( c N5 c9 q- V1 }* j+ Iจึงถือไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่3 b- P3 f% c+ Z" A4 a8 L" u: A 2 อันจะทำให้คำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นที่สุด 7 h: a: _" z; w% `เมื่อสำนวนการสอบสวนเสนอไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากผู้ว่าราชการ0 o$ S, H a8 `5 B จังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 % s1 n/ V0 z5 Z& k* a4 kในความผิดฐานยักยอกและความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้าง , [' f, q: k! yหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง, h6 A$ k; w0 C' {7 c' B I การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 2 j% g" C' B' h' j& ], a; jในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแอกสารราชการและใช้ + l, P/ E; f ]" @% h: oเอกสารราชการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ด้วย% u% D3 _/ {' [7 L จึงเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 12! c' Y" u- v- s' u7 N ที่ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล ; s! q) \- h1 p6 ?6 W, E. tหาได้สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง ไม่1 k: n8 f3 s4 Y4 o คำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ของอัยการสูงสุดย่อมชอบด้วยกฎหมาย J X* [0 T/ E+ K' f% P4 Wโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
" d) U+ Q- Q# U9 |/ l
# z. ~( ~; _7 U) @5 k6 J: {คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2549
4 \9 `2 }$ {. r จำเลยขู่เข็ญให้ ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินจำนวน 5,500 บาท ! u4 H. b# b1 x" q8 D* q( Wมามอบให้เป็นค่าไถ่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1* G) d7 u6 \: }! m) ]3 u/ b และหากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน จำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น$ \ c( }1 m0 m8 g6 T2 q เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 $ |1 Z4 N8 \, Z; I* Hโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญคือขายโทรศัพท์ " g! F) A% d: J2 Yเคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ไป ซึ่งทำให้ผู้เสียหายที่ 1 : b0 E. U0 |( V# B! ?เกิดความกลัวและยินยอมจะนำเงินจำนวน 5,500 บาท ไปให้จำเลย - s- ^% w* O' ^5 N& J: yการกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะความผิดฐานกรรโชก ตาม ป.อ. มาตรา 337
, q& p" e3 K/ A4 @
5 U8 o6 a$ A8 K0 \+ N3 Nคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4793/2549
- ^; K& ^. W3 C. B1 ^ การ ค้นพบธนบัตรของกลางในข้องปลาที่แขวนอยู่ข้างบ้านทิศตะวันออก Y& ]- _3 U) x: N- i6 _, F# e* i นอกจากมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยหรือสามีจำเลย ทั้งๆ + ~# H1 g# v" H& b+ Mที่จำเลยก็ถูกจับและควบคุมตัวอยู่ที่หน้าบ้านนั้นเองแล้ว C5 U1 v4 z4 y$ f( N. Uยังได้ความว่าการพบธนบัตรในข้องปลาก็เป็นเรื่องที่ในชั้นแรกสิบตำรวจตรี พ.+ j/ p9 I& C+ a( F. L) z) _. k( n1 \ ค้นพบเพียงคนเดียวก่อน แล้วจึงเรียกกำนันที่เชิญมาเป็นพยานในการค้นมาดู ( d' q; ?$ z8 w2 Q( l X, H0 w$ h- Yหาใช่ว่าเป็นการค้นพบธนบัตรของกลางที่พบต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่ง {3 B% f+ x+ f* }) j เจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยานดังที่ ป.วิ.อ. มาตรา 102" R% \" g% k% z0 y0 Y ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่
8 a& U7 X% r5 t; \
' D# T$ `$ {' r3 S% w8 Qคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7979/2549
4 n, w+ l+ K) i8 {! [4 Q6 C2 a จำเลยที่ 1 ลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า / K/ `/ l* ^9 n1 p2 u) kแต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า# l/ B6 f3 ~+ v3 {3 M" J+ w จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้ง + Z) E, ~' u# r6 ?สองไปโดยทุจริต โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า ; w. q2 i" G2 ]$ f6 I4 cจำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็น# H- B! b/ C3 o4 d9 ~ องค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์- D% V2 B% L2 t( F+ ]0 [ S) }1 ~+ v และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ ' T% }& I+ o; Y- w9 y1 Aประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1# @9 U' w! G) ?+ ~1 Q) G ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคสอง. h% J7 J/ v% W ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม " }: ~) u" s* Z9 {: n$ c( _ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น
9 w: [& q P, i; Z6 w9 q
/ k; n! M# D2 v5 t. s) v5 Tคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5869/2549
* H$ p4 k9 v" J* f- ]" X! i โจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจทก์ * |: W- p8 T' ]' t: m+ Kย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดใดข้อหาหนึ่งเพียง # D. Y) M; s8 ^) k9 I& Jข้อหาเดียวเท่านั้น ' U+ ?8 D1 ?- E8 Q9 Aการที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้# |6 ~+ y" n* {: o0 D0 y ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด1 r5 z. I6 W; g, g9 p& v เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่า% [ H/ O7 g. I T จำเลยกระทำความผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบ 7 y, M! ?; W9 jคดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร, b) ]* B3 i" ?4 d# I ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้
J+ Y, U, {0 @
# `! ?0 e0 `0 ^7 Y คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7979/2549
$ b1 n, d! B' e# k& E- l( eจำเลย ที่ 1 ลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า + ~ v7 x( d. Z3 Qแต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า , K4 i' ?9 t, }5 Y2 s3 sจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้ง * {2 Y/ X& J' Y3 zสองไปโดยทุจริต โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า+ k5 D( y- m) E6 k5 C9 e: l จำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็น: Y1 }2 O7 @1 V( t! S องค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์- m2 K" I+ F P" v7 M2 p# ` และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ 2 V# J) X, a: b" s( @0 O# y5 ?ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1 . @* u, b; I [ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคสอง0 Z, z6 P' O1 n8 N ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม/ H& M6 u' w# M# C2 i ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น

330

กระทู้

2185

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 04:36:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2508
' q6 L0 a7 t; T) Q* ` จำเลยออกเช็คเป็นการชำระหนี้ค่าปลาป่นที่ ซื้อจากผู้เสียหาย' B! W" H0 x' d ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยจำเลยไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย! m7 k1 r3 N, d# \ u จำเลยออกเช็คนั้นที่โรงงานปลาป่นของผู้เสียหาย ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา! d1 F; D; u9 _8 `' R7 Z6 v เพราะซื้อขายกันที่นั้น+ w1 I7 O6 [( b- k แต่ผู้เสียหายต้องไปเบิกเงินที่ธนาคารที่อำเภอหาดใหญ่ R- q/ L" ]: f {( O( pความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องกันพนักงานสอบสวนอำเภอเมืองสงขลามี % D% i) \& l8 gอำนาจสอบสวน
3 E( I# h9 f7 t" x
& o4 u! Y. r) Z* f; N, t คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2510
+ M; g/ r' F1 `# g8 kความผิดในเรื่องข่มขืน0 E9 x; l/ ~; J( n8 r กระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็น ( X9 @/ @& q" j$ U" W& T6 ?! }0 _8 Hผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำ ( b0 ~# W( T# @, A+ h! E0 ]8 t$ h2 ?ผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว # s; @+ Y/ G9 q* p8 O% Eและตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 5 W- E2 V+ i, B1 I6 b; {3 ]* n: ? Xก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่1 U4 w* M7 v5 b$ ?/ u+ ]; a7 a เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2% A5 i1 Y9 e# }3 Q จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 " `$ s% ^6 U. c7 Bร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา9 S5 U. g9 c9 B# `$ H 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510)
2 c+ f1 W$ x9 R" x# h7 n
# @ \/ ~8 l: `* Uคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2511
) O/ L, K$ h+ Y ความ ผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา * Q3 J. P& f& j( Jมาตรา 340 วรรคสุดท้าย นั้นหมายถึงบุคคลอื่น มิใช่พวกปล้นด้วยกันเอง+ z6 J" ~7 l/ z5 c7 A( G* F8 _ ฉะนั้นการที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธปล้นทรัพย์ 8 Z) J: Z1 s2 C% k( \' kและจำเลยได้ใช้ปืนยิงเจ้าทรัพย์บาดเจ็บและกระสุนพลาดไปถูกพวกคนร้ายด้วยกัน / \3 M* D* _) U5 S8 m+ X3 jตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานปล้นโดยใช้ปืนยิงและฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา
! p- l+ x6 _, k3 s* h* p
0 {: x% O4 ]: r7 n4 [7 Mคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2539
0 D" s2 V- O. h+ f8 v. x ความ/ r/ x/ j, v9 ^ รับผิดของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนโจทก์ในคดีนี้เกิดขึ้นจากสัญญาประกันตัวผู้ 0 S% {9 V1 q, xต้องหาตามสัญญาประกันที่จำเลยได้กระทำไว้กับโจทก์ ( R8 W* L3 r, n1 Z. e# w& Vสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับกันได้โดยสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจาก( h1 O2 n0 r: {) y+ m3 O กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะทำสัญญานั้น การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายตาม % s( v0 i2 N- |1 _0 A" jป.อ. มาตรา 3 มาใช้บังคับในฐานกฎหมายที่เป็นคุณได้นั้น % h% O; R. G, Z: D" ~! U) Oจะต้องเป็นกรณีที่นำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่า S; O0 K Y; G& h: }7 aนั้น ) l7 |3 o& q# H8 o. \$ \จะนำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดของจำเลยตามสัญญาประกันซึ่งเป็นความรับผิดทาง 5 Z) w+ j/ n# H; Jแพ่งหาได้ไม่
& l: S7 X" |. H- G( M: E1 G
7 J h: ~. u% }คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542
: I9 r: J: g6 S5 W- p; f; _0 W ความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 329 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) * A7 ]9 C% d zบัญญัติว่าในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดศาลอาจสั่งให้- N1 D9 {+ n# P. `& u3 _6 Q9 e a7 Q4 h โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่ ! [0 X0 `2 @) G5 }/ ]; dบางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียว หรือหลายครั้ง7 u/ l; R; D$ ^( m2 p โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา เห็นได้ว่า " F& w& a2 n t# X1 n7 b5 x# z1 pให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น0 b' Z( P5 G# r9 N# O มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย& M+ G% f6 x" Z, ~/ w' D การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัย ต่อโจทก์ด้วย2 G8 n6 d9 `8 [6 | จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 นอกเหนือ7 H5 F, F6 Y. X* E; G7 w+ | จากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 . O4 ?- s$ w' n# I6 Pวรรคหนึ่ง จึงไม่ชอบ
4 S+ b. H5 ^3 W% O5 T$ l
1 e. F; Z0 }: }* Z$ f6 v" z' i คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2547
* w; O' P$ j! K9 |คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า ' x$ |( l! Z+ Y- S: o' O" c"ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น . C" a# }/ g4 Q6 z5 ]กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยาก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือโดยทาง. v6 p9 S/ P( c: V ปากหรือทางทวารได้# e9 J' ^' s# n* f4 l- r และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว$ D* I) k5 }; U1 a P และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสาร6 G4 f% Q: ?; W2 ~! z8 t& F5 x พิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ* B. q& [5 {0 J( Q0 R+ d- n; v การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการกระทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการ + ]" m6 L& r9 Y& lลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวาง + j2 \% Q* \! g! _& J' ]เสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์% j9 m* z( |1 v0 d2 j/ u และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลย ; W5 k4 n9 B0 y3 S, nได้ลงมือกระทำความผิดพ้นขั้นตระเตรียมการแล้ว$ [3 v" |1 \5 d3 y H" U" ~# r จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง
) R& j& g* {$ t
E( B% e" L5 P! Z& ?" l- {คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2547
8 @" E; m/ |" n8 yจำเลย มี 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน! p2 g* Z6 U, _- D อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 0 w% n1 _/ i- @. K$ v/ M' rเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยเมื่อจำเลยลงจากเครื่องบินของสายการบินที่จำเลย 1 n- J, U3 g+ Eโดยสารมาจากเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ' J5 g, e$ l6 `2 X/ `เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินไปยังเมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน $ w% g2 {. s* x7 o* x9 ~9 }ขณะจำเลยเดินผ่านห้องผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานกรุงเทพ' Q0 D' N( ]8 p! O จำเลยจึงเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว% N0 s9 W4 Y4 {7 z8 ]3 v เมื่อจำเลยมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย; C% q# v& Q5 @6 M5 ^" U9 t3 B& e ซึ่งตามกฎหมายไทยบัญญัติว่าเป็นความผิด 8 O% w2 A1 m& ~* c4 f0 `จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร
โหมดขั้นสูง
B Color Image Link Quote Code Smilies

รายละเอียดเครดิต

รูปแบบข้อความล้วน|Mobile|รายชื่อผู้กระทำผิด|งานราชการ รัฐวิสาหกิจ เปิดสอบ แนวข้อสอบ actboard.129jump.com

GMT+7, 23-10-2014 06:02 , Processed in 0.049952 second(s), 8 queries , Xcache On.

Powered by Discuz! X3.1 R20140301, Rev.30

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้