งานราชการ รัฐวิสาหกิจ เปิดสอบ แนวข้อสอบ actboard.129jump.com

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก


ค้นหา


ดู: 21899|ตอบกลับ: 11

การอ่านตีความ

Tweet [คัดลอกลิงก์]

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059

' _9 Q3 M* N8 [/ r6 ]+ y             การตีความคือการอ่านเพื่อให้ทราบความหมายหรือความคิดที่สำคัญของเรื่องการตีความมักเป็นไปตามประสบการณ์และความรู้สึกของแต่ละคนไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องตีความตรงกันเสมอไป
+ V+ y2 g4 }. Z5 }' G
" s' s/ a& s( h
! k5 i# q5 g' @5 ]           การตีความควรประเมินค่าและบอกได้ว่าสิ่งไหนมีความดีด้านใดและบกพร่องในส่วนใดควรพิจารณาถึงรูปแบบและจุดประเทศในการเขียนแล้วจึงชี้ข้อดีข้อบกพร่องโดยพิจารณาให้เหมาะสมกับประเภทของงานของการเขียนนั้นๆคุณภาพของถ้อยคำสำนวนที่ใช้มีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด เป็นต้น  M2 m- R( ]4 f+ a) y1 {. I

) f; k; g" O. y% L5 z, f7 E3 q
5 ^# e/ D+ h/ m; F) i; M1 O9 G  D# g1 y: y$ ]* b9 D. j; o
ลักษณะของคำถามในเรื่องการอ่านตีความ
4 p$ i8 H, a" _7 k. `/ Y% N    อาจจะถามเกี่ยวกับคำถามดังต่อไปนี้ $ _9 e4 G) S* U4 X- K; l$ L3 w
    1. การตั้งชื่อเรื่อง (สามารถสรุปใจความสำคัญ ข้อความที่อ่านได้)8 Z# [( P( M9 U5 J3 D5 D
    2. รู้จุดมุ่งหมายของผู้เขียน+ z5 f, u6 x* d5 ?, V2 p4 F# l
    3. รู้ความหมายของข้อความ
) b3 }9 P7 @3 Z0 t6 z$ z    4. รู้ความสำคัญของเรื่อง
2 g+ ~5 I5 }# M# B    5. รู้ความหมายของคำศัพท์/ }6 o7 W) B9 y5 `
    6. รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน8 r& G, e6 G! c- f% L2 L
    7. ระเบียบวิธีคิด (คือการวิเคราะห์และประเมินผลได้)% ^. O0 d" N1 p  A% u  ]
    8. ความสัมพันธ์ระหว่างย่อหน้าและระหว่างประโยค
! \$ P' t+ ~# \: C' j4 A, X. Y    9. วิธีนำเสนอเรื่อง(อธิบายตามลำดับขั้น ยกตัวอย่าง ชี้ผลลัพท์ที่สัมพันธ์กัน ให้คำนิยาม ด้วยถ้อยคำที่แปลกออกไป)
. W4 N% E/ h3 q" H    10. การประเมินข้อความ เนื้อเรื่องที่อ่าน.                              
; |, ~6 P8 K) ~. p0 w5 I0 Y
ตอบกลับ
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:34:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
การวิเคราะห์เนื้อหาการตอบคำถาม                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        ; A0 h7 u: u, N+ f
           การวิเคราะห์เนื้อหาและการตอบคำถามต้องพิจารณาถึงการใช้ถ้อยคำสำนวนว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใดนกจากนั้นควรพิจารณาว่าผู้อ่านมีความคิดแทรและมีความคิดเสริมอันสืบเนื่องจากเรื่องที่อ่านอย่างไร
$ X1 K& ?5 C  _   
$ ~( m. H& h; F    ความคิดแทรก หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้นในสมองของผู้อ่านขณะวิเคราะห์ เป้นความคิดที่เกิดขึ้นเอง โดยมิได้ปรากฎในเรื่องที่อ่าน 5 t- M9 j; t0 V2 ]- F
   
% b) I7 ]: B& t# }# S; O) V6 p0 _    ความคิดเสริมหมายถึงความคิดที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านหลังจาที่อ่านจบและวิเคราะห์บทความหรือข้อความนั้นเสร็จสิ้นไปความคิดเสริมอาจเป็นความคิดที่ต่างเรื่อง ต่างประเด็นไปจากเรื่องที่อ่านแต่จะมีความเกี่ยวเนื่องกันมากหรือน้อยแล้วแต่บุคคลและโอกาส
" X: \" k' {( {8 A- p  D   
9 L2 k/ L7 z1 |9 i- X    การอ่านเพื่อวิเคราะห์ หมายถึง การแยกออกเป็นส่วนๆเพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อแสวงหาสาระที่อยู่ในข้อความ บทความเนื้อหาที่อ่านนั้น
3 I2 W' y* @8 W    - k) ?8 f7 }& Q; i/ |& w
          เวลาอ่านเพื่อวิเคราะห์ต้องพยายามหาคำตอบว่า ข้อความบทความเนื้อเรื่องนั้นให้ความรู้อะไรบ้างผู้เขียนแสดงความคิดเห็นอะไรให้ทราบบ้างขณะที่เขียนมีความรู้สึกอย่างไรพฤติกรรมเหล่านี้ผู้อ่านควรจะวิเคราะห์ได้) _0 m6 K; W/ V" w3 T
    ) [  k" X5 n8 E$ ^
    หลักการวิเคราะห์
5 {, g: e! A  y    2 b; ^- a* h& h( i1 K5 N& j. h
    1. พิจารณาว่าเรื่องนั้นใช้รูปแบบใด เช่น เป็นนิทาน เป็นเรื่องยาว เป็นร้อยกรอง เป็นบทละคร เรื่องสั้น บทความ
. U8 d% I8 I- d* w  X7 w4 ^    2. แยกเนื้อเรื่องให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
. T. N0 Q( Q2 g/ v2 }# A    3. แยกพิจารณาให้ละเอียดว่า เนื้อหาประกอบด้วยอะไรบ้าง
) P+ a; k; a- S- T+ Y  w" X- J    4. พิจารณาว่าใช้กลวิธีในการนำเสนอเรื่องอย่างไร
. \4 q9 ]/ m8 K' W: f5. ลำดับเหตุการณ์ ตามเหตุผลคือ ลำดับจาเหตุไปหาผลหรือจากผลไปหาเหตุหรือตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลังความสำคัญมากไปหาความสำคัญน้อยสิ่งที่ใก้ลตัวไปหาไกลตัวจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวาจากเหนือไปใต้หรือใต้ไปเหนือจากสถานที่ใหญ่ไปหาสถานที่เล็กจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย เป็นต้น2 e7 `8 j; B! h
6.พิจารณาความคิดที่ผู้เขียนต้องสื่อให้ผู้อ่านทราบและความหมายที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องหรือข้อความนั้น เมื่ออ่านพิจารณาข้อความ บทความเนื้อเรื่องเสร็จแล้วจึงตอบคำถามข้อควรระวังคือคำตอบที่ให้เลือกนั้นจะคล้ายคลึงกันมากบางครั้งดูเหมือนว่าคำตอบเป็นคำตอบที่ถูกต้องทุกข้อ จึงต้องใช้วิจารณญาณเลือกคำตอบที่ถูกที่สุด
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:35:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด
การสรุปความและการจับใจความ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        ( f4 x% \$ `' p- T
           การอ่านเพื่อสรุปความและจับใจความควรอ่านไปให้ตลอดเรื่องแต่อย่าเพิ่งสรุปเมื่อ่านจบเรื่องแล้วจะต้องจับใจความให้ได้ดังต่อไปนี้; G- p1 L2 \& b6 E2 w; B
    ! H" ]! c- i9 G; m) f0 x7 w* d& U
    1. ต้องหาใจความสำคัญของเรื่องให้ได้
+ V2 H0 a$ h3 r5 j4 H+ z/ W0 Cใจความสำคัญ จะปรากฎอยู่ในประโยคใดประโยคหนึ่งหรือย่อหน้าใดย่อหน้าหนึ่งส่วนข้อความอื่นจะเป็นส่วนประกอบหรือส่วนขยายใจความสำคัญแต่ก็ไม่แน่เสมอไปบางครั้งประโยคที่เป็นใจความสำคัญ อาจจะอยู่ตอนต้นหรือตอนท้ายของเรื่องก็ได้/ S- a6 T& _8 m/ g! H- e) Y# R0 P4 q
   
1 |, G7 ~+ u7 I  P) Z8 c2. เนื้อเรื่องและส่วนประกอบหลัก ที่จะนำมาขยายความสำคัญโดยตรงและส่วนประกอบย่อยอื่นๆ จะเป็นส่วนขยายความให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นคือ
. }% C5 w) o6 D2 j   
4 y0 G6 z# @6 }7 w    - ทำให้ทราบใจความสำคัญว่าส่วนประกอบมีอะไรบ้าง* e# N: o/ n/ X- x1 f! e6 `7 v9 h
    - มีความต่อเนื่องกันมาอย่างไร. K, R  \3 \1 y4 `# `/ O3 U: d8 w
    - ขยายความเข้าใจได้ชัดเจน9 C/ i1 `, U/ }) T. V/ i
    - สรุปใจความได้
, W1 C* P, |7 O$ f8 D! x    6 Y: Y9 e3 ?, h! l8 {0 G* _
          เมื่อพิจารณาได้ดังนี้แล้วจึงนำความเข้าใจจากการอ่านมาสรุปเนื้อความบทความหรือเรื่องราวที่อ่านเพื่อนำมาจับใจความให้ได้ว่า ใคร? ทำอะไร?ที่ไหน? เมื่อไหร่? อย่างไร?เมื่อจับใจความและเข้าใจได้ดังนี้แล้วจึงจะนำความเข้าใจไปตอบคำถามที่กำหนดให้
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:35:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ความเข้าใจภาษา                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        ความเข้าใจภาษา เข้าใจเรื่องราว
5 e2 Z" D- `; F0 H6 a( `: p; }      # c/ A, ^6 X7 `/ J$ W3 b' m
          การทำความเข้าใจภาษาเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวนั้นควรอ่านเรื่องหรือบทความให้ตลอดเรื่องอย่างช้าๆเพื่อให้ทราบความหมายหรือความคิดที่สำคัญของเรื่องเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเข้าใจเรื่องราวแล้วก็จะสามารถแยกได้ว่าข้อความใดสำคัญมากข้อความใดสำคัญน้อยจุดประสงค์ของเนื้อเรื่องหรือบทความ คืออะไรอยู่ที่ใดและต้องการอะไรหรือให้ทำอะไรเมื่อทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีแล้วจึงเรียงลำดับความสำคัญมากหรือน้อยเพื่อนำไปตอบคำถามให้ตรงกับจุดมุ่งหมายตามที่กำหนดให้
" Q9 k4 L  t7 I4 a; P    % M1 o2 B; \- Y  K3 ^' N: i
         ความเข้าใจภาษาเข้าใจเรื่องราวต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเวลาอันรวดเร็วซึ่งต้องอาศัยพื้นฐาน คือสมาธิในการอ่านการทำความเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายและควรมีความรู้ความชำนาญในเรื่องถ้อยคำและสำนวนเป็นอย่างดี จึงจะนำมาใช้ในการทดสอบได้
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:35:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
การเขียน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
2 y& A# F  I: n; Z; j. t
การเขียนคือการแสดงความรู้/ความคิด/ความรู้สึกและความต้องการของผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ผู้รับสามารถอ่านเข้าใจได้ รับทราบความรู้ ความคิดความรู้สึกและความต้องการเหล่านั้น5 o% o- G! R2 S$ b. t, F
***ข้อสอบการเขียนจะทดสอบในเรื่องการเรียงความและการเขียนประโยคตามหลักภาษาโดยจะกำหนดข้อความ/ประโยคหรือบทความแล้วให้ตอบคำถามโดยเลือกข้อความที่กำหนดให้ซึ่งเป็นข้อความที่ถูกต้องตามหลักภาษาหรือใส่เครื่องหมายเลขกำกับหัวข้อแล้วให้เรียงเลขที่กำกับมาให้ถูกต้อง***
( I- J. [. m! Y2 c. v
      
  • การเรียงความ
หลักในการทำข้อสอบ ควรพิจารณาดังต่อไปนี้คือ4 S3 H6 H- i9 S# [9 U! T  J
หลักการพิจารณาข้อความ* J9 l3 N; c' ]$ C
    - X. \7 @+ l+ S% _
    1.ความหมายของคำในความหมายอย่างเดียวกันต้องเลือกดูคำที่มีความหมายแจ่มแจ้งที่สุดเช่นคำว่า"สวย" กับ "งาม" มีความหมายใก้ลเคียงกัน คำว่า "งาม"น่าจะเหมาะกับประโยคที่สอื่ความหมายถึงการมีจิตใจดีและมีคุณธรรมส่วนคำว่า "สวย"หมายถึงรูปร่างหน้าตาภายนอก ซึ่งคำว่า"งาม"จะมีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจกว่า เป็นต้น

4 O. [  m. A4 G* f- z5 `2.การประหยัดคำ เราต้องใช้คำให้ถูกที่และเหมาะสมกับฐานะบุคคลปัจจุบันมักจะใช้คำผิดๆส่วนมากป็นคำราชาศัพท์หรือศัพท์ที่ใช้มานานแล้ว เช่น คำว่า"มหาศาล"นั้นแต่ก่อนใช้แต่กับ พระมหากษัตริย์และพราหมณ์แต่ปัจจุบันยังนำมาใช้แม้แต่ลุ่มโจร $ I- t3 a% F" x: K3 e/ m: s+ a
" ?7 K! g1 R% T' f% O( p
3. หลักความใก้ลชิด ต้องวางคำขยายให้ถุกต้องตามตำแหน่งหน้าที่มิเช่นนั้นจะทำให้ความหมายกำกวม เช่น ไหมเป็นสินค้าสำคัญซึ่งได้มาจากตัวหนอนเล็กๆ ประโยคนี้ควรแก้เป็น ไหมซึ่งได้มาจากหนอนตัวเล็กๆเป็นสินค้าสำคัญ$ u  X: e" \  @
4. ฐานแห่งน้ำหนัก ประโยคหนึ่งๆถ้าแบ่งเป็น 3 ตอน ใจความสำคัญมักจะอยู่ตอนท้าย รองลงมาเป็นต้นประโยค ส่วนกลางประโยคจะมีความสำคัญมากที่สุด เช่น
# F- ^4 X+ ^0 e9 h+ V               ยกมืขึ้นไม่เช่นนั้นจะตาย# `3 n. `8 ?  G, p
               ชนชาวไทยร่วมชาติขิงข้าพเจ้าทั้งหลายจงตื่นเถิด
- W% r" O, N6 A! w* n
5. เหตุผล ต้องพิจารณาจากหลักเหตุผลถ้าข้อความใดผิดหลักความเป็นจริงก็ใช้ไม่ได้ เช่น ประโยคที่ว่า เด็กคนนั้นเก่งจังเลยแค่ 5-6 เดือนก็วิ่งได้แล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้+ }, j+ ^/ n" Y3 M$ U" q. u, x
6.ไวยากรณ์หรือหลักของภาษาเราต้องดูว่าคำที่ใช้ถูกต้องและมีความหมายกลมกลืนในประโยคหรือไม่ เช่น
+ X& F( n$ O" _; Q3 D6 g  2 J, `+ C1 b; k' C$ z1 @$ i
  คำว่า "สมควร" ควรเชื่อมกับคำว่า "แก่" เช่นประโยคต่อไปนี้
9 D$ W6 s& Z+ Q  "เขาจะต้องทดลองปฎิบัติราชการจนหัวหน้าเห็นว่าเขามีความสามารถ สมควรแก่ ตำแหน่ง"   p4 ?5 K1 L* x- W
"สมเด็จพระบรมพิตรพพระราชสมภารเจ้าตั้งพระราชหฤทัยทรงพระราชวิจารณ์ราชกิจดดยสมควรแก่ประเทศชาติ โดย สมควรแก่ กาลสมัย
# \/ l' W8 O0 w" p. y( w2 ~  
2 k: \8 Q& j6 Y# Q- C" A  คำว่า "สม" ควรเชื่อมกับคำว่า "กับ" ดังนี้/ u2 v1 ]0 J0 X; q
  "เปรียบสตรีมีกุลชาติ มารยาทน่าชม สมกับ หญิง"
% u' F/ n: V4 U7 z' G"ท่านต้งปฎิบัติหน้าที่ให้ สมกับ เป็นครู"
3 J! e& N) N/ Q1 b( \/ K3 o% e  + d' Q, `5 ]9 C
  คำปฎิเสธซ้อนกันไม่ควรใช้มิเช่นนั้นจะกลายเป็นคำบอกรับไป เช่น! E! z, B/ G+ Z. Z
"ห้ามไม่ให้เก็บดกไม้" กลายเป็น "ให้เก็บดอกไม้ได้"
7 ?/ t9 \+ K% X) E/ G& a9 o"มิใช่ลำเอียงก็เปล่า" กลายเป็น "ลำเอียง"
; {* f% \4 ]6 O& ^" S

5 R) V: H, |/ G( L7 W) v* o+ n7. การใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามความนิยม ต้องดูตามความเหมาะสม- j9 ]+ V' E2 q* e  G
      ประโยคที่ใช้ตามภาษาอังกฤษไม่ควรใช้ เช่นคำว่า "จับหวัด" เพราะภาษาไทยใช้ว่าว่า "เป็นหวัด"  N$ a! P$ e4 l7 U
  ประโยคที่มีคำภาษาบาลีเช่นคำว่า"อันว่าข้าพเจ้านี้มีความทุกข์"ก็ไม่ควรใช้เพราะคำว่า "อันว่า"ไม่เป็นที่นิยมและบรรยายเป็นตัวอักษรไม่ได้2 W9 G9 g: U1 ?. @. s$ P4 D5 G
  ประโยคว่า "ฉันจะไปตัดเสื้อ" ควรใช้ "ฉันจะไปให้ช่างตัดเสื้อ"
# w: k5 t2 e& q  ประโยคว่า "ฉันจะไปตัดผม" ควรใช้ "ฉันจะไปให้ช่างตัดผม" แต่ประโยค "เขาตัดผมของฉันและแต่งให้เรียบร้อย" ก็ไม่ควรใช้เพราะยาวไปไม่เป็นที่นิยม
! \0 ~- c- ~1 k. x
( o# B+ v9 @5 f7 n; _& K$ h; m
หลักการเรียงความ (ในการสอบ)
3 D% |% w) Q' S    3 G" C' c  B0 d5 k# }& c+ X
    การจัดเรียงข้อความที่วางไว้ผิดที่ ผิดความหมายให้ได้ใจความชัดเจนนั้นในข้อสอบจะวางข้อความกลับกันไปมาอ่านแล้วไม่ได้ใจความชัดเจนจึงต้องเรียบเรียงข้อความใหม่เพื่อให้อ่านได้ความมีหลักในการเรียงข้อความดังนี้
! N! q, B4 R) u( x' c2 k3 |; `7 T7 o  M1 \  
! `2 J8 D) @" @9 j, |3 K# o: k, D1 t1.ข้อความที่กำหนดให้ส่วนใหญ่ข้อความนั้นจะเป็นตอนๆให้ผู้สอบอ่านข้อความที่กำหนไว้ในข้อสอบตั้งแต่ต้นจนจบทุกข้อความแยกเอกรรถประโยคอเนกถรรถประโยคและสังกรประโยคแล้วกำหนดว่าข้อความใดควรจะอยู่ก่อนอยู่หลังโดยจัดเรียงตามลำดับควมแล้วใส่หมายเลขกำกับลงบนข้อความนั้นๆ เรียงตามลำดับไปจนจบข้อความ
/ B9 M( {7 [5 I5 l( y  
* j6 l: p. W: O" ^! g, e9 `  2.จัดประโยคโดยเรียบเรียงตามลำดับข้อความให้ได้ใจความดีและเป็นภาษาที่สละสลวย: A' b5 o. p( o( @
  $ p5 p- `7 p% B8 _. g4 Q
3.อ่านข้อความที่ได้จัดเรียงลำดับตามหมายเลขแล้วว่าได้ความชัดเจนหรือยังถ้ายังไม่ชัดเจนก็เรียบเรียงข้อความใหม่จนกว่าจะได้ความชัดเจน
  o# F; W8 P# t1 N3 f  # t* j  k. v1 G* o; B! Y
  4.เมื่อได้ลำดับหมายเลขและใจความชัดเจนดีแล้วจึงเขียนข้อความเรียงลำดับหมายเลขลงในระดาษคำตอบ! E! t( i" T; N& }- \% Q# {  D7 \1 ]
***ในการเรียงข้อความนี้ผู้เข้าสอบจะต้องฝึกหัดทำบ่อยๆเพื่อให้เกิดความชำนาญและต้องฝึกอ่านจดจำข้อความที่ใช้ภาษาได้ถูกต้องจะช่วยให้ทำข้อสอบได้รวดเร็วถูกต้องและดีขึ้นใช้เวลาในการทำข้อสอบน้อยลง

  t: W  R, B2 f0 b" [" D$ ^***ในการสอบเนื่องจากเวลามีจำกัดเมื่ออ่านข้อความที่กำหนดให้แล้วมีความเห็นว่าจะเรียงลำดับให้อ่านได้ใจความยากและไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ขอแนะนำว่าควรจะทำข้อสอบข้ออื่นที่ทำได้ก่อนเสร็จแล้วจึงกลับมาเรียบเรียงใหม่* m" P- ~7 k+ L3 i' S' k! I
      
  • การเขียนประโยคตามหลักภาษา
ประโยค คือกลุ่มคำที่กี่ยวข้องกันเป็นระเบียบและมีเนื้อความครบบริบูรณ์ประกอบด้วยภาคประธานและภาคแสดง
4 h/ V& l4 [/ m% [$ e/ P5 j1 q    ส่วนต่างๆของประโยค ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ2 k5 _3 y: s6 K( _% O% _
    3 W0 [1 k: F  U' `
    1. ภาคประธาน ประกอบด้วย บทประธานและบทขยายประธาน, O" |# }& l8 N& Q: o" h( e
  2. ภาคแสดง ประกอบด้วย บทกริยา บทขยายกริยา บทกรรม บทขยายกรรม
1 F" `+ o6 {1 r, f1 K0 n+ P. n8 Y  % s  }2 {7 Z9 [$ t, Z& V+ q
  รูปประโยค มีอยู่ 5 รูปคือ
" ^" C+ U- L' Z% T9 x" l: E4 b  5 R, g1 z8 _- Z8 q
  1. ประโยคกรรตุคือประโยคที่กล่าวตรงไปตรงมา คือมีการเรียงประธาน+กริยา และกรรม ตามลำดับ เช่น สุนัขกัดแมว

' ]+ N: t' M& q# t! w8 n; W2. ประโยคกรรม คือประโยคที่เอากรรมของกริยามาเป็นประธาน โดยวางไว้หน้าประโยค เพื่อเน้นกรรม เช่น แมวถูกสุนัขกัด
, P) Y! e9 D- D% C2 z9 G" X3.ประโยคกริยา คือประโยคที่เอาคำกริยามาไว้หน้าประโยคเพื่อเน้นคำกริยานั้นๆ เกิดการปฎิวัติขึ้น,มีนักเรียน 20 คนในชั้นนี้, E* _9 P( A( I; O, w% W9 R! q# R
4. ประโยคการิต คือประโยคกรรตุ หรือประโยคกรรม แต่มีผู้รับแทรกเข้ามา เช่น เขาบังคับให้คนใช้ทำงานหนัก,ครูให้นักเรียนทำงานหนัก: a4 V+ s# k9 l" Z, W& i
5.ประโยคกริยาสภาวมาลาคือประโยคที่เอาคำกริยาสภาวมาลาเป็นบทประธาน(กริยาสภาวมาลาคือกริยาที่ทำหน้าที่คล้ายกับนาม) หรือบทขยายประธานบทกรรมหรือบทขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคก็ได้เช่นออกกำลังกายทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง,พูดดีเป็นศรีศักด
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:36:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
การเลือกใช้คำหรือกลุ่มคำ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
  
* y+ E# F5 z" j& P) {5 F$ f6 @6 C3 }) L
การเลือกใช้คำหรือกกลุ่มคำคือการหาคำหรือกลุ่มคำมาเติมลงในช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อให้ความหมายนั้นสอดคล้องกับเรื่องหรือเพื่อให้เรื่องมีความหมายที่ชัดเจน ไม่กำกวมหรือไม่ให้ความหมายของเรื่องเป็นอย่างอื่นดังตัวอย่างข้อสอบ! F, W) c( M# L1 c/ e$ m
1. พิธีการสมโภชกรุงรัตนโสินทร์ 200 ปี ในเดือนเมษายน ศกนี้ จะมีการ....ให้ประชาชนได้เห็นทั่วประเทศ
2 @% ~2 o/ M0 q6 b* z+ b- b# a3 f; X$ A  ก. ถ่ายเทป                         ข. ถ่ายทอด6 k3 J! i; o6 T1 r
  ค. ส่งทอด                        ง. ถอดถ่าย; h/ A" ^8 O/ I2 d* }2 V
คำตอบ ข.; W% P# D5 a, t, b
2. พระพุทธเจ้ามิได้ทรงมีพระประสงค์จะสอน ปรัชญา โดยตรง แต่ทว่าสอน.....เฉพาะที่ทรงเล็งเห็นว่าจะมี....ต่อการพ้นทุกข์เท่านั้น  v! {) b) u' x( y. B$ y
  ก. วิปัสสนา,โอกาส             ข. ปรัชญา,ประโยชน์7 c  D) i) c: D
  ข. แก้ปัญหา,ประโยชน์        ง. คนทั่วไป,โอกาส
7 |& g. u! A6 ]. E8 Kตอบ ข.
' B) ~4 j: C3 v1 ?3 T: B3. เราควรจะ...ได้ว่า เรามีขุมควมคิดที่ประมาณค่ามิได้...อยู่ในพระไตรปิฎก, F- X" \& @5 W: _
  ก. ดีใจ,ช้อน                     ข. ดีใจ,บรรจุ5 m, G  ~% C* d& s4 D
  ค. ภูมิใจ,ซ่อน                   ง. ภูมิใจ,บรรจุ. g; o/ x  x: o6 q  g; @$ E( m. o
ตอบ ง.  r& X' ?9 Q% S; n
4.แต่....ล้ำค่านี้ดูเหมือนจะมีสภาพเช่นเดียวกับ....ธรรมชาติของประเทศเรานั่นเอง
$ Z4 J" }% O' k' g7 ]. V- y      ก. ขุมความคิด,ขุมทรัพย์     ข. สมบัติ,ขุมทรัพย์
+ C3 q* {3 C0 `9 y0 G      ค. ขุมทัพย์,ทรัพยากร         ง. ขุมทรัพย์,สมบัติ
, g, [/ h! ~5 e2 a" X  z1 Bตอบ ค.; B6 n3 c0 l. h
5.คือพวกเราได้รับผลประโยชน์กันเพียง....เราขาดเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญสำหรับ....เอาทรัพยากรที่เรามีอยู่เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เพื่อความเจริญของประเทศ
7 V2 P3 T  b! B5 ?  ก. เล็กน้อย,ขุดคุ้ย               ข. เล็กน้อย,ขุดค้น
. y, Q5 _! U& M6 e' L  b. p! n) |  ค. ผิวเผิน,ช่วยไม่ได้            ง. ผิวเผิน,ขุดคุ้ย
- z/ t- x7 E* V6 bตอบ ข.
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:36:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ความหมายของคำหรือกลุ่มคำ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       

  ?1 v3 v; E9 e. V- e+ g" C, y9 H7 ^7 |' g! {( c
     ความหมายของคำหรือกลุ่มคำที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้โดยทั่วไปมีความหมาย2อย่างคือความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย
$ h" Z* `4 B' [$ A$ ~
    ความหมายโดยตรง คือ คำแปลหรือคำจำกัดความที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรมเป็นความหมายตรงตัวเลย เช่นคำว่า "เผา" ก็หมายถึง เอาไฟจุด เป็นต้น
$ Q- x3 g! v! p, `1 d# K: p    ความหมายโดยนัย คือคำที่มีความหมายที่ไม่ตรงับความหมายดั้งเดิม เช่น "แดดเผา" แปลว่าทำให้เร่าร้อน , "เผาขน" แปลว่า ระยะประชั้นชิด เป็นต้น' x# w4 ?! M# B3 S( }- X
***ลักษณะข้อสอบ***จะออกมาเพื่อให้เลือกตอบคำถามที่มีความหมายตรงกับคำขีดเส้นใต้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
" O- ]$ r% m2 `9 U4 R; Z1. เด็กเกเรจนพ่อแม่ต้องบอกศาลา
/ p5 `- x. T8 K6 K  W  e$ [      ก. กล่าวโทษ            ข. กล่าวตักเตือน" P( n; b0 H, B* Y$ e2 [
  ค. นำไปไว้ที่ศาลา     ง. เลิกเอาใจใส่
8 b5 v! Q2 _( B9 {, y. ?
ตอบ ง.
, g1 ]% a+ f& O$ U6 i! X2. เขาทั้งสองรักกันอย่างดูดดื่ม
* E8 }% d4 @+ V# X      ก. ซาบซึ้ง                ข. ชุ่มชื่น" f2 p6 K2 h& M5 L: `1 q3 S* i5 }
      ค. ละมุนละไม          ค. อ่อนหวาน

2 H. V0 }8 C; M# wตอบ ก.
3 _) J+ y6 W* \0 Y+ b- u8 T7 I3. เธออย่าทำอะไรบุ่มบ่ามน่ะ
9 N4 i5 c' `9 ]  e& ?; W      ก. หลงไหล             ข. คลั่งไค้ล
3 k! D( m7 m* H1 c# q/ a      ค. ผลีผลาม           ง. ไม่มีเหตุผล

) I# g4 E( N$ kตอบ ค.! O  L" `$ I5 A; T
     
# \7 x' ?( W$ i% z
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

330

กระทู้

2187

โพสต์

109หมื่น

เครดิต

Knights

แอ๊คแก๊ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

เครดิต
1099059
 เจ้าของ| โพสต์ 1-3-2009 05:37:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
วิชาภาษาไทย - การใช้คำราชาศัพท์                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        ใช้ ทรง นำหน้ากริยาธรรมดา เพื่อทำให้คำกริยาธรรมดากลายมาเป็นคำกริยาราชาศัพท์   สำหรับ พระราชา และเจ้านาย เช่น ทรงยินด ี, ทรงขว้าง , ทรงวาง   , ทรงวิ่ง , ทรงยิง ,ทรงกรุณา ,ทรงสามารถ ,ทรงกล่าว , ทรงอธิบาย , ทรงรับ , ทรงกระแอม   ,ทรงชุบเลี้ยง , ทรงฟัง.
( R6 i, `! Y: v7 K- o- p, B# qใช้ ทรง เป็นสกรรมกริยา   นำหน้านามธรรมดาคือนำหน้าคำนามที่ไม่เป็นคำราชาศัพท์สำหรับพระราชาและเจ้านายมีความหมายได้หลายประการตามแต่นามอันเป็นกรรมจะบ่งถึง   เช่น ทรงศีล (รับศีล) , ทรงบาตร (ตักบาตร) , ทรงธรรม (ฟังเทศน์)   ,ทรงม้า (ขี่ม้า) , ทรงรถ , ทรงปืน , ทรงสกี , ทรงดนตรี , ทรงเบ็ด ,ทรงกีฬา ,   ทรงตะกร้อ ,ทรงศร6 M; T9 K3 k& \/ v2 W3 O9 n
ห้ามใช้   ทรง นำหน้าคำกริยาราชาศัพท์ เมื่อกริยาเป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว   ไม่นิยมคำว่าทรง นำหน้าซ้อนลงไปอีก ได้แก่คำต่อไปนี้ ตรัส   , ดำรัส ประทับ (อยู่ , ยืน ,นั่ง) เสด็จ (ไป)   สรง , สรงน้ำ กริ้ว เสวย โปรด   ( รัก ,ชอบ ) ประชวร บรรทม รับสั่ง สุบิน   ทอดพระเนตร (ยกเว้นคำเดียวคือ ทรงผนวช เพราะนิยมใช้กันมาอย่างนี้): r+ X: G# x& ?1 F! Y2 ^% c
* F( y0 \# a9 Z/ E
คำราชาศัพท์หมวดต่างๆ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
   1. หมวดร่างกาย
% L# _" ^6 g3 V/ G! s
                                                        
หน้าผาก = พระนลาฎ
แก้ม = พระปราง
ตา = พระเนตร
นิ้วหัวแม่มือ = พระอังคุฐ
จมูก = พระนาสิก
นิ้วชี้ = พระดัชนี
ปาก = พระโอษฐ์
นิ้วกลาง = พระมัชฌิมา
ฟัน = พระทนต์
นิ้วนาง = พระอนามิกา
เขี้ยว = พระทาฐะ
นิ้วก้อย = พระกนิษฐา
ลิ้น = พระชิวหา
เล็บ = พระนขา
หู = พระกรรณ
รักแร้ = พระกัจฉะ
ไหปลาร้า = พระรากขวัญ
ท้อง = พระอุทร
บ่า = พระอังสะ
สะดือ = พระนาภี
มือ = พระหัตถ์
สีข้าง = พระปรัศว์
หลัง = พระปฤษฎางค์
ตะโพก = พระโสณี
ตัก = พระเพลา
เข่า = พระชานุ
เท้าทั้งคู่ = พระยุคลบาท
ไต = พระวักกะ
ตับ = พระยกนะ
ปอด = พระปับผาสะ
2. หมวดเครื่องอุปโภค บริโภค1 z0 p4 ?7 z. A
                                
ตรา = พระราชลัญจกร
กระโถนใหญ่ = พระสุพรรณราช
พานหมาก = พานพระศรี
กระโถนเล็ก = พระสุพรรณศรี
หมวก = พระมาลา
แว่นตา = ฉลองพระเนตร
ร่ม = พระกลด
มีดโกน = พระแสงกรรบิด
ช้อน = ฉลองพระหัตถ์ช้อน
น้ำหอม = พระสุคนธ์
ข้าว = พระกระยาเสวย
ยาถ่าย = พระโอสถประจุ
เหล้า = น้ำจัณฑ์
หม้อน้ำ = พระเต้า
ม่าน = พระวิสุตร
ประตู = พระทวาร
ปิ่น = พระจุฑามณี
ปืน = พระแสงปืน
3. หมวดขัตติยตระกูล. N1 N7 {3 o3 R7 X: J
                                    
ปู่ , ตา = พระอัยกา
ย่า ยาย = พระอัยกี
ลุง (พี่ของพ่อ) = พระปิตุลา
ป้า (พี่ของพ่อ) = พระปิตุจฉา
ลุง (พี่ของแม่) = พระมาตุลา
ป้า (พี่ของแม่) = พระมาตุจฉา
อาชาย = พระปิตุลา
อาหญิง = พระปิตุจฉา
พ่อ = พระชนก
แม่ = พระชนน
บุตรชาย = พระโอรส
บุตรสาว = พระธิดา
หลาน = พระนัดดา
เหลน = พระนัดดา
สามี = พระสวามี
ภรรยา = พระมเหสี
พ่อตา = พระสัสสุระ
แม่ยาย = พระสัสสุ
ลูกเขย = พระชามาดา
ลูกสะใภ้ = พระสุณิสา
4. หมวดกริยา
: \* n( B9 |. Z* v% l                    
ไป = เสด็จพระราชดำเนิน
กิน = เสวย
นอน = บรรทม
สบาย = ทรงพระสำราญ
ป่วย = ทรงพระประชวร
ตัดผม = ทรงเครื่องใหญ่
่อ่านหนังสือ = ทรงพระอักษร
ดู = ทอดพระเนตร
รัก = โปรด
หัวเราะ = ทรงพระสรวล
กั้นร่มให้ = อยู่งานพระกลด
ให้ = พระราชทาน
5. หมวดคำที่ใช้กับพระสงฆ์
' o) d: Y2 C+ P                           
เชิญ = นิมนต์
ไหว้ = นมัสการ
กิน = ฉัน
นอน = จำวัด
สวดมนต์ = ทำวัตร
โกนผม = ปลงผม
อาบน้ำ = สรงน้ำ
ขอโทษ = ขออภัย
บิดา , มารดา = โยม
ผู้หญิง = สีมา
ปวย = อาพาธ
ตาย = ถึงแก่มรณภพ
ยา = โอสถ
เรือน , ที่พัก = กุ ฎิ
บวช = บรรพชา
นักบวช = บรรพชิต
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

2

กระทู้

14

โพสต์

19

เครดิต

คนหน้าแปลก

Rank: 1

เครดิต
19
โพสต์ 7-6-2009 21:32:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
รบกวนขอเฉลยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ katasai@hotmail.com
ตอบกลับ สนับสนุน คัดค้าน
Tweet

ใช้ไอเท็ม รายงาน

โหมดขั้นสูง
B Color Image Link Quote Code Smilies

รายละเอียดเครดิต

รายชื่อผู้กระทำผิด|Mobile|รูปแบบข้อความล้วน|งานราชการ รัฐวิสาหกิจ เปิดสอบ แนวข้อสอบ actboard.129jump.com  

GMT+7, 30-3-2015 23:20 , Processed in 0.080352 second(s), 15 queries , Xcache On.

Powered by actcorner.com X3.2 R20140618, Rev.28

© 2001-2013 actsoi1.com

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้